อุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิคแตกต่างกันอย่างไร

อุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิคแตกต่างกันอย่างไร

อุปกรณ์นิวเมติก ไฮโดรลิค

ตัวอย่างชุดฝึกระบบนิวเมติกและไฮโดรลิค

อุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิคแตกต่างกันอย่างไร

ในอุตสาหกรรมด้านเครื่องจักรนั้นจะมีการนำอุปกรณ์ที่เข้ามาใช้อำนวยความสะดวกที่เป็นที่นิยมอยู่ 2 ประเภทหลักๆได้แก่ อุปกรณ์ที่ทำงานเกี่ยวกับนิวเมติก(Pneumatic)และอุปกรณ์ที่อยู่ในส่วนของไฮโดรลิค(Hydraulic) โดยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในบ้านเราค่ะ โดยอุปกรณ์และเครื่องมือนิวเมติกนั้น (pneumatic) ที่นิยมที่สุดคือ ระบบเบรคสูญญากาศ (air brakes), ระบบอัดอากาศ (air compressors), ปืนลม (air gun), กระบอกลมนิวเมติก (pneumatic cylinders), กระบอกสูบไฮโดรลิค, เซ็นเซอร์นิวเมติก (pneumatic sensors) และพวกปั๊มที่ใช้ในการแวคคั่ม (vacuum pump )ส่วนอุปกรณ์หรือเครื่องมือแบบไฮโดรลิคนั้นจะเน้นไปในส่วนของงานที่ใช้สำหรับงานก่อสร้าง เช่น งานสร้างถนน เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักสูง เป็นต้น

เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันในเรื่องการประเภทและลักษณะของการใช้งาน หากเราต้องการที่จะนำอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้ เราควรคำนึงถึงข้อดีและข้อเสีย ความเหมาะสม ประสิทธิภาพที่ได้จากอุปกรณ์นั้นๆด้วย โดยสามารถพิจารณาด้านความแตกต่างทั้งของอุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิคได้จากหัวข้อต่อไปนี้:

ข้อแตกต่างของอุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิคในด้านการทำงานขั้นพื้นฐาน:

อุปกรณ์ไฮโดรลิค งานก่อสร้าง

ตัวอย่างการนำ อุปกรณ์ไฮโดรลิค ไปใช้ในงานก่อสร้างถนน

เครื่องมือนิวเมติกนั้นจะทำงานในลักษณะของการใช้แก๊สบีบอัด โดยอาจรวมจะไปถึงการบีบอัดอากาศทั่วไปหรือบีบอัดก๊าซเฉื่อย แต่ในทางกลับกันถ้าเราจะนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ประเภทไฮโดรลิคไปใช้งานกับงานนิวเมติกแล้วจะไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่าการทำงานของเครื่องมือไฮโดรลิคและอุปกรณ์นั้นจะขึ้นกับของเหลวที่ไม่สามารถอัดแรงดันอากาศเหมือนกับอุปกรณ์นิวเมติกได้ ซึ่งถ้าเราสังเกตแล้วจะพบว่าอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีหลักการในการใช้ของเหลวและพลังงานที่ตรงกันข้าม

ข้อแตกต่างในช่วงความดันปกติ:

อุปกรณ์นิวเมติก (pneumatic) จำเป็นต้องใช้แรงดันที่น้อยกว่าอุปกรณ์ไฮโดรลิคมาก โดยเครื่องมือและอุปกรณ์นิวเมติกเหล่านี้ใช้แรงดันที่ปกติระหว่าง 80 ถึง 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเท่านั้น แต่ในทางกลับกันอุปกรณ์ไฮดรอลิคใช้แรงดันมากกว่าซึ่งอาจเกินกว่า 10,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นคืออุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นจะเหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่หรือหนัก ซึ่งงานเหล่านี้จำเป็นที่ต้องมีอุปกณ์ในการจ่ายแรงดันให้กับระบบที่มากกว่าโหลดของงาน นี่คือเหตุผลที่เครื่องมือไฮโดรลิคนั้นสามารถรองรับงานก่อสร้างที่มีน้ำหนักมากและงานอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันได้ดีกว่า

ความเรียบง่ายในการควบคุมและการดูแลรักษา:

อุปกรณ์นิวเมติกนั้นข้อดีคือมีขนาดเล็กและเบากว่าอุปกรณ์ไฮโดลิค และมีการออกแบบที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ไฮโดรลิค ดังนั้นในการควบคุมอุปกรณ์นิวเมติกนั้นจึงสามารถควบคุมได้ง่าย ตลอดจนใช้พื้นที่ในการติดตั้งและจัดเก็บน้อยกว่าอุปกรณ์ไฮโดรลิคอีกด้วย

ความยืดหยุ่นและเงื่อนไขการใช้งาน:

อุปกรณ์นิวเมติก

ตัวอย่าง อุปกรณ์นิวเมติก และการใช้งานเบื้องต้น

อุปกรณ์ไฮโดรลิคมีแนวโน้มหรืออัตราในการเกิดความเสียหายมากกว่าอุปกรณ์นิวเมติกอยู่มาก เนื่องจากอุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นจะใช้สำหรับโหลดหรืองานที่มีขนาดใหญ่และหนัก ดังนั้นหากโหลดมีความผิดพลาดในระหว่างการทำงาน ก็สามารถทำให้อุปกรณ์ไฮโดรลิคของเราได้รับความเสียหายได้ และอีกกรณีหนึ่งคือของเหลวหรือพลังงานที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นจะควบคุมได้ยากและมีความเสี่ยงสูงถ้าเทียบกับอุปกรณ์นิวเมติก ดังนั้นการใช้งานและดูแลรักษาของอุปกรณ์ไฮโดรลิคนี้ผู้ที่นำไปใช้งานจะต้องรู้จักการใช้งานและการดูแลบำรุงรักษาเป็นอย่างดี เพราะถ้าเราดูแลและใช้งานได้อย่างถูกต้องตามคู่มือการใช้งานแล้วจะสามารถทำให้อุปกรณ์ไฮโดรลิคเหล่านั้นอยู่คู่กับงานของเราได้มากถึง 15 ปีเลยล่ะค่ะ

ความดังของเสียงในช่วงทำงานปรกติ:

สิ่งที่เราต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคือ เสียงที่เกิดขึ้นในขณะอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้ทำงานในสภาวะปรกติ เครื่องมือหรืออุปกรณ์นิวเมติกนั้นจะมีเสียงดังมากเมื่อใช้งาน แต่สำหรับอุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นจะเงียบกว่าเมื่อมีการนำไปใช้งาน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่จะนำอุปกรณ์หรือเครื่องมือทั้ง 2 ประเภทนี้ไปใช้งานได้

เงื่อนไขการนำไปใช้งานของอุปกรณ์นิวเมติกและไฮโดรลิค:

เมื่อเทียบกันในเรื่องของสภาพแวดล้อมแล้ว เครื่องมือไฮโดรลิคสามารถใช้งานได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ยืดหยุ่นกว่าอุปกรณ์นิวเมติกมาก ตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้จะทำงานในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกัน เครื่องมือนิวเมติกจะไม่ทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์ แต่อุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นสามารถทำงานภายใต้สภาวะเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะเคยเห็นเครื่องไฮโดรลิคบางตัวหรือบางประเภทที่สามารถทำงานภายใต้น้ำได้ซึ่งอุปกรณ์นิวเมติกส์ไม่สามารถทำงานได้ค่ะ

วิดีโอตัวอย่างการนำอุปกรณ์ไฮโดรลิคไปใช้ในงานจราจร: (Road Blocker/Hydraulic roadblocker)

การเปรียบเทียบในเรื่องของราคา:

แน่นอนค่ะว่าเราคงจะทราบว่าข้อแตกต่างระหว่างอุปกรณ์นิวเมติกและอุปกรณ์ไฮโดรลิคจากหัวข้อด้านบนแล้วไปบางส่วนแล้ว ซึ่งถ้าเราสังเกตให้ดีนั้นจะพบว่า อุปกรณ์หรือเครื่องมือไฮโดรลิคนั้นจะเหมาะสำหรับใช้งานใหญ่ๆและมีขนาดหนัก สามารถนำไปใช้ในสภาพแวดล้อมต่างๆได้โดยไม่มีปัญหา การดูแลค่อนข้างง่าย ให้ประสิทธิด้านการทำงานที่สูงกว่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือนิวเมติกอยู่มาก นั้นทำให้เป็นเหตุผลที่ว่าเครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฮโดรลิคนั้นจะมีราคาที่แพงกว่าอุปกรณ์นิวเมติกมาก แต่ถ้าหากเรามีการใช้งานที่ถูกวิธีและใช้กับงานที่เหมาะสม เราก็สามารถลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของอุปกรณ์ไฮโดรลิคได้

ข้อสรุป:

ระบบเบรคแบบไฮโดรลิค

ตัวอย่างระบบ เบรคไฮโดรลิค ในรถยนต์

จากข้อมูลและรายละเอียดของการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้เพียงต้องการแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือลมหรืออุปกรณ์ไฮโดรลิคมีข้อดีและข้อเสียและข้อแตกต่างกับอุปกรณ์นิวเมติกอย่างไรเท่านั้น ที่สำคัญคืออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในรายละเอียดบทความนี้คือหากเราต้องการนำอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ไฮโดรลิคหรือนิวเมติกก็ดี เราควรคำนึงถึงความเหมาะสมของประเภทงานของเราและประสิทธิภาพของอุปกรณ์เมื่อนำไปใช้งานในงานนั้นๆ ด้วย ซึ่งถ้าเราเลือกใช้อุปกรณ์ที่ถูกวิธีและนำไปใช้กับงานที่เหมาระสมก็จะทำงานประสิทธิภาพงานที่ได้นั้นมีมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

Tags, , , ,

ระบบนิวเมติกและกระบอกลมนิวเมติกทำงานอย่างไร

ระบบนิวเมติกและกระบอกลมนิวเมติกทำงานอย่างไร

เชื่อว่าในวงการอุตสาหกรรมทุกแห่งต่างก็ได้รับผลกระทบจากการทำงานในระบบนิวเมติก(pneumatics) หรือกระบอกลมนิวเมติก(Air Cylinder) นั้นของตนเองที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือเสื่อมสภาพไม่มากก็น้อย และคิดว่าคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ก็คงจะมีให้หนักอกหนักใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันใช่มั้ยล่ะค่ะ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นคำถามโง่ๆ แน่นอนคุณมี! คุณเองอาจจะยังไม่ได้รู้ ในความเป็นจริงแล้วระบบนิวเมติก(pneumatics) หรือกระบอกลมนิวเมติก(Air Cylinder)นั้นได้เข้ามามีผลกระทบต่อชีวิตของคุณมากกว่าที่คุณคิด ส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้นเราไปติดตามกันดูค่ะ

คำว่า ระบบนิวเมติก (pneumatics) นั้นมักใช้เพื่ออ้างถึงสาขาของเทคโนโลยีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อควบคุมเครื่องจักรในขณะที่มีหลายวิธีที่จะควบคุมเครื่องจักรประเภทต่างๆได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดมี และประสิทธิภาพดังกล่าวนั้นเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่ว่าระบบนิวเมติกนั้นได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของการทำงานของอุปกรณ์ ขนาดของอุปกรณ์ที่เล็กลงทำให้ติดตั้งง่าย ควบคุมได้ง่ายกว่าเดิม อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกลงอีกด้วย

ระบบนิวเมติก

ระบบนิวเมติก

ระบบนิวเมติกเดิมนั้นจะใช้ถังอัดอากาศหรือแก๊สแบบเฉพาะงาน เพื่อใช้แรงดันบนลูกสูบและชิ้นส่วนเครื่องจักร ลูกสูบและชิ้นส่วนเหล่านี้จะก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ที่จำเป็นของเครื่องจักรหลักในงานอุตสาหกรรมเพื่อให้งานที่กำหนดไว้ในระบบนั้นๆ ซึ่งจากข้อดีของการพัฒนานี้ได้ส่งผลให้ระบบนิวเมติกที่มีการนำกระบอกลมนิวเมติกมาใช้งานนั้นถูกตอบรับเป็นอย่างดีและเป็นที่วิธีจัดการกับปัญหาเดิมๆของข้อเสียในระบบนิวเมติกเอง

ระบบนิวเมติกโดยทั่วไปนั้นจะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญบางส่วนแรกคือ คอมเพรสเซอร์ คอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่เป็นปั๊มสำหรับบีบอัดอากาศเพิ่มแรงดันสูงขึ้นแล้วนำเข้าสู่ระบบนิวเมติกที่เกิดขึ้นจริง กระบวนการนี้ยังสามารถใช้เพื่อสร้างแรงที่ดึง (สูญญากาศ) แทนแรงที่ผลักดันได้อีกด้วย

ระบบนิวเมติก ไฮโดรลิค

ระบบนิวเมติก ไฮโดรลิค

นอกจากคอมเพรสเซอร์แล้วระบบนิวเมติกยังมีวาล์วไว้สำหรับตรวจสอบ และวาล์วทิศทาง วาล์วตรวจสอบคือวาล์วทางเดียวที่ใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงอากาศที่มีแรงดันไปยังระบบนิวเมติก ในขณะเดียวกันก็ช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับ วาล์วทิศทางควบคุมทิศทางของการไหลเวียนอากาศให้ถูกต้อง

คุณอาจตั้งถามว่าต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าระบบนิวเมติกนั้นมีอากาศมากเกินไปในระบบ? คำตอบก็คือเพื่อให้มีระบบนิวเมติกของคุณมีอากาศสะสมไว้ ซึ่งการจัดเก็บอากาศอัดนี้จะเอาไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในความดันขณะที่ระบบนิวเมติกของคุณยังมั่นใจได้ว่าการทำงานที่มีประสิทธิภาพของระบบโดยรวม

สุดท้ายจะเป็นในส่วนของกระบอกลม ซึ่งกระบอกลมแบบนิวเมติกนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนอากาศอัดที่จัดเก็บไว้ในการเคลื่อนที่เชิงกลที่แท้จริง กระบอกลมนิวเมติกโดยทั่วไปประกอบด้วยลูกสูบ กระบอกสูบ และการกำหนดค่าของวาล์วและพอร์ต ซึ่งกระบอกลมนิวเมติกนี้จะมีขนาดกระบอกลมอยู่หลายแบบ หลายรุ่น หลายขนาด และราคากระบอกลมที่แตกต่างกัน ในระบบนิวเมติก การเคลื่อนที่ของอากาศหลักที่สร้างขึ้นของระบบจะจะมาจากกระบอกลมที่หมุนเป็นเส้นตรง

กระบอกลม นิวเมติก

กระบอกลม นิวเมติก

หลายๆท่านอาจจะยังงงกับระบบนิวเมติก เนื่องจากมีข้อมูลในการศึกษาตลอดจนคู่มือต่างๆ ค่อนข้างหาได้ยาก ทำให้การนำมาใช้งานค่อนข้างได้ประสิทธิที่น้อยนิดกว่าประสิทธิภาพทั้งหมดของกระบอกลมเอง ในขณะที่คุณอาจไม่ได้ตระหนักไปว่ากระบอกลมเหล่านี้มีผลกระทบต่อชีวิตของเราทุกวัน ตัวอย่างเช่นระบบนิวเมติกมักใช้ในประเภทต่างๆโดยสามารถจำแนกได้ดังนี้

การนำระบบนิวเมติกมาใช้งาน

การนำระบบนิวเมติกมาใช้งาน

+ เบรกรถยนต์เช่น แอร์บนรถบัสและรถบรรทุกประเภทต่างๆ

+ เครื่องอัดอากาศที่พบเห็นโดยทั่วไปทั้งในโรงงานและอู่ที่ใช้แรงดันอากาศในการทำงาน

+ ปืนลมนิวเมติก

+ ระบบนิวเมติก

+ มอเตอร์นิวเมติก

+ ค้อนแจ็ค

+ ตัวควบคุมความดัน

+ ปั๊มสุญญากาศ

+ และอื่น ๆ อีกมากมาย

จากการนำมาใช้งานเหล่านี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าจริงๆแล้วระบบนิวเมติกนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถเห็นได้จากการผลิตและการผลิต โดยรวมไปจนถึงอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวที่ช่วยแก้ปัญหาถนนและรถบัสของคุณที่ขับเคลื่อนด้วยระบบนิวเมติก ซึ่งระบบ pneumatics นี้ค่อนข้างมีผลกระทบอย่างเห็นได้เด่นชัดเลยค่ะ

Tags, , , , , ,

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระบอกสูบไฮโดรลิค

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระบอกสูบไฮโดรลิค

กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภท กระบอกสูบไฮโดรลิค หรือ กระบอกลมนิวเมติก และปั๊มทั่วไปและมอเตอร์จะมีการนำไปใช้งานในลักษณะที่คล้ายกัน ดังนั้นหากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ไฮโดรลิคเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมของแล้วนั้น ภายในระยะยาวคุณต้องคำนึงด้วยว่าคุณจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมอุปกรณ์เหล่านั้นซึ่งเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมดของคุณอย่างแน่นอน

กระบอกสูบไฮโดรลิค

กระบอกสูบไฮโดรลิค

จากการศึกษาจากหลายๆสถาบันพบว่า ความล้มเหลวของเครื่องจักรกลหรืออุปกรณ์นิวเมติกมากกว่า 25% นั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากความล้มเหลวของการออกแบบระบบโดยรวมของระบบอุตสาหกรรมของเรา ถ้าเรานำกระบอกสูบไฮโดรลิคไปใช้ในงานของเรา แล้วกระบอกสูบไฮโดรลิคจำนวนมากเหล่านั้นไม่ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานที่อุตสาหกรรมของเรากำลังดำเนินการอยู่นั้น จะทำให้เราเสียทั้งเวลาในการจัดซื้อ ติดตั้งและดูแลซ่อมบำรุงในระยะยาวได้ ดังนั้นหากคุณต้องการหากระบอกสูบไฮโดรลิคหรือกระบอกลมนิวเมติกมาใช้งานคุณควรตรวจสอบกระบอกสูบไฮโดรลิคเหล่านั้นจากผู้ให้บริการที่ได้มาตรฐานเท่านั้นทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์เอง ค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อกระบอกสูบไฮโดรลิคตลอดจนการบริการหลังการขายจากผู้ให้บริการ เป็นต้น

หากวันหนึ่งคุณพบว่ากระบอกสูบไฮโดรลิคของคุณไม่สามารถทำง่านได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นแล้วล่ะก็ คุณจะต้องคำนึงในอนาคตอันใกล้นี้และวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคุณจะทำอย่างไรกับกระบอกสูบไฮโดรลิคที่หมดประสิทธิภาพเหล่านี้ดีเช่น ถ้าซ่อมแล้วจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมหรือไม่อายุการใช้งานในรอบต่อไปจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมนั้นหรือเปล่า หรือว่าซื้อกระบอกสูบไฮโดรลิคใหม่เพื่อนำมาใช้ทดแทนของเดิมที่เสียหรือชำรุดแล้ว ดังนั้นในบทความนี้จะมาอธิบายประเด็นสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงหากคุณกำลังมองหากระบอกสูบไฮโดรลิคอยู่ด้วยกันหลายประการคือ:

  1. แกนก้านของกระบอกลมไฮโดรลิค การเสียรูปทรงของแท่งแกนก้านของกระบอกลมไฮโดรลิคในกระบอกลมอาจเกิดจากเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งไม่เพียงพอหรือความแข็งแรงของวัสดุชุดยึดกระบอกสูบที่ไม่เหมาะสมหรือการรวมกันของทั้งสาม เมื่อแกนเริ่มคดหรืองอ, โหลดของกระบอกลมจะถูกวางลงบนก้านปิดผนึกนี้และจะทำให้เกิดการรั่วไหลของอากาศและผลสุดท้ายก็คือซีลที่อยู่ในกระบอกลมไฮโดรลิคนั้นมีการเสื่อมสภาพในที่สุด

โดยแกนก้านของกระบอกลมไฮโดรลิคนั้นจะมีอายุการใช้งานที่ยาวหรือสั้นนั้นจะขึ้นอยู่กับสารหล่อลื่นที่อยู่ในแกนก้านของกระบอกลมไฮโดรลิคเอง ดังนั้นคุณควรตรวจสอบสารหล่อลื่นเหล่านั้นให้สม่ำเสมอเพื่อยืดอายุการใช้งานของแกนก้านของกระบอกลมไฮโดรลิคของคุณ

  1. พื้นผิวของกระบอกสูบ พื้นผิวของกระบอกสูบมีผลต่ออายุการใช้งานของก้านแท่ง ถ้าความขรุขระของผิวพื้นผิวของกระบอกสูบต่ำเกินไป (เรียบเกินไป) อายุการใช้งานของซีลอาจลดลงเนื่องจากการหล่อลื่นไม่เพียงพอ หากความขรุขระของพื้นผิวสูงเกินไปการซึมผ่านของสารปนเปื้อนจะเพิ่มขึ้นและระดับของการรั่วซึมที่ผ่านมาอาจส่งผลต่อกระบอกลมไฮโดรลิคของคุณได้ เทคนิคของการยืดอายุการใช้งานของกระบอกสูบให้พิจารณาพื้นผิวกระบอกสูบว่าพื้นผิวที่หล่อลื่นนั้นมีการสึกหรอหรือไม่และเราอาจจะปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวนี้คือ:
การใช้งานกระบอกลมนิวเมติก

การใช้งานกระบอกลมนิวเมติก

ในการนำกระบอกสูบไปใช้งานบางประเภท เราควรหากระบอกสูบที่มีการเคลือบทรีทเมนต์หรือชุบสารต่างๆที่ผิวของกระบอกสูบแล้ว(เช่น นิกเกิลหรือโครเมียม) ซึ่งกระบอกสูบที่มีการเคลือบผิวนี้จะมีคุณสมบัติเชิงกลที่เหนือกว่าแบบธรรมดามาก สำหรับการเคลือบชุบโครเมียมแบบธรรมดาเราสามารถเห็นได้ทั่วไปคือ การเคลือบผิวโลหะด้วยนิกเกิลโครเมียม หรือการฉีดพ่นด้วยละอองโลหะที่มีอัตราเร็วสูง (HVOF) ซึ่งการเคลือบสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของแท่งกระบอกลมของเราได้ และในบางกรณีการติดตั้งผ้าห่อหุ้มหรือหมอนเพื่อป้องกันพื้นผิวแท่งและซีลจากความเสียหายและสารปนเปื้อนจากผลกระทบก็สามารถให้ผลประโยชน์ในการยืดอายุการใช้งานที่คล้ายคลึงกันได้เช่นกัน

  1. ลูกบอลลูนหรือลูกโป่งภายในกระบอกสูบ ลูกบอลลูนของกระบอกสูบจะต้องมีความหนาหรือความแข็งแรงและสามารถสร้างแรงดันให้กระบอกสูบได้อย่างเพียงพอ หากลูกโป่งนี้ไม่สามารถสร้างแรงดันได้เพียงพอแล้ว จะทำให้ของเหลวต่างๆหลุดออกมาจากระบอกสูบได้ โดยของเหลวที่มีความเร็วสูงเหล่านี้สามารถกัดกร่อนซีลและความร้อนที่เกิดจากการลดแรงดันในลูกสูบทำให้อายุการใช้งานของผนังของกระบอกลมลดลงได้
  1. พื้นที่แบริ่งไม่เพียงพอ หากพื้นที่ผิวของแถบแบริ่งบนลูกสูบไม่เพียงพอ(สึกหรอ) ที่จะรองรับแรงผลักดันด้านข้างที่ถ่ายโอนไปยังกระบอกสูบ โหลดส่วนบนของแกนและซีลกระบอกสูบมีการรับน้ำหนักมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการเสียรูปของแกนกระบอกสูบและสุดท้ายจะทำให้กระบอกสูบของเรามีอายุการใช้งานที่ลดลงได้

กระบอกลมที่ชำรุดแล้วจะนำมาซ่อมแซมหรือสั่งซื้อใหม่ดี?

 

กระบอกสูบไฮโดรลิค

กระบอกสูบไฮโดรลิค

อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอุปกรณ์นิวเมติกนั้นจะมีอายุการใช้งานของมันและระบุไว้ในคู่มือการใช้งานอยู่แล้วอย่างชัดเจน หากคุณพบว่าอุปกรณ์เหล่านั้นมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่ากำหนด คุณต้องพิจารณาใหม่แล้วว่าคุณมีการติดตั้งหรือใช้งานตลอดจนดูแลรักษาอุปกรณ์นิวเมติกเหล่านั้นได้อย่างถูกวิธีตามคู่มือหรือไม่ ถ้าคุณได้ทำตามคู่มือการใช้งานที่เคร่งครัดแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์นิวเมติกเหล่านั้นจะเสื่อมสภาพเอง แต่หากว่าคุณคิดว่าตนเองไม่ได้ปฎิบัติตามคู่มือที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด คุณจะต้องแก้ไขหรือปรับปรุงรูปแบบการใช้งานและการดูแลรักษาใหม่เพื่อไม่ให้อุปกรณ์นิวเมติกของคุณกลับมาชำรุดหรือเป็นสาเหตุให้คุณต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกในอนาคต

สรุปแล้วกระบอกสูบไฮโดรลิคบางรุ่นจะมีอายุการใช้งานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและการดูแลรักษา ดังนั้นหากคุณมีกระบอกสูบไฮโดรลิคแล้วทำงานได้ไม่ค่อยเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น มันก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่คุณจะมองหากระบอกสูบหรือกระบอกตัวใหม่หรือนำกลับมาซ่อมแซมบำรุงรักษาเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

Tags, , , , , , , , , ,

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากคุณต้องการปรับแต่งเครื่องยนต์ตัวเอง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหากคุณต้องการปรับแต่งเครื่องยนต์รถยนต์ด้วยตัวเอง

การปรับแต่งเครื่องยนต์ดีเซลเป็นที่รู้จักกันมาเกือบทศวรรษ ก่อนหน้านั้นการปรับแต่งเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปรับแต่งมีขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด แต่ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นี้เข้ามาช่วยในการปิดช่องโหว่หรืออำนวยความสะดวกในการปรับแต่งเครื่องยนต์ดีเซลให้เราให้เราได้เลือกอย่างมากมาย

ปรับแต่งเครื่องยนต์

ปรับแต่งเครื่องยนต์

ตอนนี้เครื่องจูนที่เป็นชุดอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นสามารถที่จะสร้างอากาศเพิ่มให้กับลูกสูบเครื่องยนต์ดีเซลผ่านตัวกรองอากาศเพื่อฉีดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นกว่าปกติ หลังจากนั้นประมาณปลายปี 2530 ที่ผ่านมาก เครื่องยนต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ได้รับการผลิตซึ่งทำให้ชุดจูนเนอร์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีขอบเขตมากขึ้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เคยสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมต้องปรับแต่งเครื่องยนต์รถของคุณ?

สำหรับผู้ที่ใช้รถ เจ้าของรถที่มีเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนใหญ่ชอบที่จะปรับโน่น แต่งนี้กับรถของตัวเองเป็นนิสัยส่วนตัวอยู่แล้วค่ะ และไม่วายที่จะกระตือรือร้นหาข้อมูลต่างๆมาจูนหรือปรับแต่งเพื่อดึงประสิทธิภาพจากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลของตนเองให้แจ่มกว่าเดิม เราต้องพึงระลึกและเข้าใจด้วยว่า หากคุณต้องการที่ปรับแต่งด้วยการจูนเครื่องยนต์แล้วนั้น มันจะทำให้เครื่องยนต์ของคุณมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มากกว่าเดิมกว่า 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของการปรับแต่งเครื่องยนต์รถเองโดยสิ่งที่เจ้าของรถต้องการจริงๆ นั้นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและแรงบิดเครื่องยนต์ที่ดีขึ้นเท่านั้น

ที่นี้เรามากันต่อว่าสิ่งที่ต้องจำก่อนปรับแต่งมีอะไรบ้าง

ในตลาดแต่งรถบ้านเราตอนนี้มีซอฟต์แวร์ปรับแต่งราคาถูกจำนวนมากมีให้บริการออนไลน์อยู่อย่างมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าแต่ละแบบจะเหมาะสมกับเครื่องยนต์ของรถดีเซลทุกคัน ดังนั้นหากคุณต้องการปรับแต่งเองจริงๆ คุณจำเป็นที่จะต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อนที่คุณจะปรับเครื่องยนต์ดีเซลค่ะ

– ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการปรับแต่งให้คุณตรวจสอบสุขภาพรถของตัวเองอยู่เสมอ หมายถึงว่าการใช้งานทั่วไปย่อมทำงานได้ตามปรกติ ตรวจสอบเครื่องยนต์ยาง และการใช้งานในด้านอื่น ๆ ในกรณีที่คุณมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ให้ตรวจสอบว่าได้รับการดูแลและทำงานได้เป็นปรกติอยู่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากคุณซื้อชุดปรับแต่งเครื่องยนต์มาใช้งานแล้วอาจจะทำให้ระบบทำงานผิดพลาดหรือทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพได้ ซึ่งจะทำให้คุณเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นค่ะ

ตรวจสอบสภาพรถยนต์

ตรวจสอบสภาพรถยนต์

– ควรศึกษาเกี่ยวกับการปรับเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อให้คุณรู้อย่างแน่นอนว่าคุณจะได้รับอะไรบ้างในกระบวนการต่างๆเหล่านี้ เพราะในการปรับแต่งหรือจูนเครื่องยนต์นั้น ส่วนใหญ่จะไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้

– ควรปรึกษาพูดคุยกับบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเครื่องรถยนต์นั้นก่อนที่จะทำการปรับแต่งและนำข้อมูลของพวกเขามาพิจารณาอีกครั้งว่าเหมาะสมหรือว่าคุ้มกับการปรับแต่งที่จะเริ่มต้นนี้หรือไม่

– ไม่ควรซื้อชุดปรับแต่งเครื่องยนต์จากผู้จำหน่ายที่เล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าไว้วางใจทั้งในการราคา และบริการหลังการขาย เช่นการรับประกันสินค้า คู่มือการปรับแต่ง และผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับแต่ง เป็นต้น

– ควรค้นหาผู้ให้บริการที่ให้บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม อันนี้จะเป็นจุดสำคัญที่เราควรที่จะคำนึงถึงหากเราต้องการที่จะซื้อชุดปรับแต่งมาใช้งานเอง

– นอกจากนี้ให้มองหาผู้ให้บริการที่นำเสนอการประกันเนื่องจากว่าหากคุณนำชุดปรับแต่งมาใช้งานแล้วมีปัญหาการใช้งานในอนาคต คุณก็สามารถที่จะปรึกษากับผู้ให้บริการหรือผู้จำหน่ายชุดปรับแต่งรายนั้นๆได้

– สิ่งสำคัญคือต้องสอบถามจากผู้ผลิตหรือจำหน่ายชุดปรับแต่งก่อนเสมอว่าชุดปรับแต่งเครื่องยนต์แต่ละชุดเหมาะสมกับเครื่องยนต์ประเภทใด

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการปรับแต่งแบบใดดีที่สุด?

ชุดควบคุม ECU

ชุดควบคุม ECU

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าการปรับแต่งเครื่องยนต์ดีเซล(หรือเครื่องยนต์เบนซินบางรุ่น) นั้นเราไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด เพราะปัจจุบันได้มีชุดปรับแต่งดังกล่าววางขายให้เราได้เลือกซื้อมากทดลองใช้กันแบบง่ายๆ แล้วโดยส่วนใหญ่คนที่ชอบการปรับแต่งนี้จะรู้จักกันในชื่อของชุด ECU ค่ะ โดยการปรับแต่งเครื่องยนต์ดีเซลด้วยชุดควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ ECU นั้นจะเป็นการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยชุดคำสั่งที่มาจากชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยชุดคำสั่งอิเล็กทรอนิกส์นี้จะส่งคำสั่งไปยังส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบเชื้อเพลิง ระบบตรวจสอบและจ่ายอากาศเข้าเครื่องยนต์ ระบบทำความเย็น ระบบเดินเบาของเครื่องยนต์ หรือส่วนอื่นให้ทำงานสอดคล้องกัน ถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานผิดปรกติชุดกล่อง ECU นี้ก็จะส่งสัญญาณให้ผู้ใช้งานรถทราบว่ารถยนต์ของตัวเองมีส่วนที่ทำงานผิดปรกติในส่วนใด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจซ่อมและแก้ไขปัญหาในขั้นตอนต่อไป

Tags, , , , , , ,

รถคลาสสิคแบบเดิมๆ ทำให้ดูใหม่ หรือดัดแปลงดี?

รถคลาสสิคแบบเดิมๆ ทำให้ดูใหม่ หรือดัดแปลงดี?

รถคลาสสิคสวยๆ

รถคลาสสิคสวยๆ

ปัจจุบันเราจะเห็นว่าตามท้องถนนในบ้านเรานั้นมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประเภทรถคลาสสิคถูกนำออกมาใช้กันอย่างแพร่หลายค่ะ โดยบางคันก็อยู่ในสภาพเดิมๆ ไม่มีการตกแต่งให้ต่างไปจากของเดิม บางคันก็เพียงแค่นำมาทำใหม่ให้ดูดีขึ้นเล็กน้อย เช่น ทำสีใหม่ เสริมนั่นนี่เพิ่มความคลาสสิคเข้าไปอีก หรือบางคันก็เล่นเอาไม่เหมือนของเดิมเลยค่ะ และแน่นอนว่าเจ้าของรถยนต์คลาสสิกแต่ละคนนั้นย่อมมีความคิดและความชอบไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน บางคนชอบที่จะเก็บรักษาต้นฉบับไว้ทั้งหมด บางคนชอบแก้ไขในบางส่วนเท่านั้นให้มันดูใช้งานหรือดูดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนแต่ยังคงอยู่ในความเป็นรถคลาสสิคไว้ได้อย่างลงตัวทีเดียวค่ะ และเป็นที่น่าชื่นชมว่าเจ้าของรถเหล่านั้นต่างก็พยายามหาข้อมูลและความรู้ต่างๆในเรื่องที่เกี่ยวกับรถคลาสสิคในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถรุ่นหรือยี่ห้อที่ตนเองใช้งานอยู่ นับว่าเป็นที่น่าชื่นชมอยู่ไม่น้อยค่ะ

รถคลาสสิคแบบเดิมๆ(100% original)

รถคลาสสิคเดิมๆ

รถคลาสสิคเดิมๆ

รถคลาสสิคในแบบเดิมๆนั้นหากเราสังเกตุแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ได้รับการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี อะไหล่หรือชิ้นส่วนต่างๆ นั้นส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอะไหล่ที่มาจากโรงงานที่ผลิตทั้งหมด แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของชิ้นส่วนก็แค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นเพื่อทดแทนของเดิมที่ชำรุดหรือไม่สามารถใช้งานได้แล้ว หรืออาจจะเป็นความต้องการส่วนตัวของเจ้าของรถเอง ในการพิจารณาความแปลกใหม่ของรูปแบบของรถคลาสสิคของผู้ที่ชื่นชอบแบบคลาสสิคนั้น ผู้ที่ชื่นชอบจะมองหา “หมายเลขของรถ อุปกรณ์ หรืออะไหล่ที่เหมือนหรือตรงกันกับของเดิม” หรืออะไรก็แล้วแต่ที่อ้างอิงมาจากชนิดและรุ่นของรถในปีนั้นๆค่ะ

ข้อดีและข้อเสียของรถคลาสสิคแบบเดิมๆ

แน่นอนค่ะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา รถคลาสสิคแบบเดิมๆเป็นเรื่องยากมากที่จะได้มาเป็นเจ้าของซึ่งอาจจะเกี่ยวเนื่องกันในเรื่องของระยะเวลาการผลิต รูปแบบ ปี หรือราคาของรถคลาสสิคแบบเดิมๆคันนั้นๆ ในการผลิตหนึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่ารถธรรมดาและใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากเพราะชิ้นส่วนเดิมจะหายากเป็นหรือน้อยกว่ารถธรรมดาทั่วไป หากอะไหล่หรือชิ้นส่วนใดๆขาด หรือเลิกการผลิตแล้วเจ้าของรถส่วนใหญ่อาจจะเจอปัญหาที่เรียกกันว่า “อะไหล่หรือของเดิมนั้น ถูกยกเลิกการผลิตไปแล้ว และไม่มีอะไหล่อื่นสามารถเทียบเคียงเพื่อใช้งานทดแทนกันได้” แต่ข้อดีของรถแบบคลาสสิคนั้นหลายคนย่อมรู้กันดีอยู่แล้วคือมันคงความคลาสสิคและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งไม่มีในรถประเภท หายาก มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว มีคุณค่าทางจิตใจสูง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม

รถคลาสสิคแบบนำมาปรับปรุงแก้ไขใหม่(50 original / 50% modern)

รถคลาสสิกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขขึ้นใหม่นั้นส่วนใหญ่จะได้รับการออกแบบให้ดูและมีการขับขี่ของรถตามความต้องการของเจ้าของรถ อย่างไรก็ตามเจ้าของของพวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนชิ้นส่วนด้วยโรงงาน หรืออาจจะตกแต่งของชิ้นส่วนเดิม การใช้ต้นฉบับเป็นแรงบันดาลใจผู้ให้บริการรถจะจับคู่กับชิ้นส่วนภายในและทาสีให้ใกล้เคียงกับวันสง่าราศีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยชิ้นส่วนบางอย่างหรือหลายอาจจะเป็นของใหม่ในสเปคเดิม หรืออาจจะเป็นของใหม่สเปคใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชอบและความต้องการของเจ้าของรถเป็นหลัก

ข้อดีและข้อเสียของรถคลาสสิคแบบนำมาปรับปรุงแก้ไขใหม่

เนื่องจากในปัจจุบันนี้อุตสาหากรรมด้านรถคลาสสิคนั้นเติบโตไปอย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมากชิ้นส่วนต่างๆ มีการผลิตออกมาเพื่อใช้ทดแทน หรือเทียบเคียงกับของเดิมได้ ชิ้นส่วนในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำออกมาใหม่นั้นช่วยสร้างความสะดวกให้แก่เจ้าของรถ อู่ต่างๆที่บริการซ่อมแต่ข้อเสียคืออะไหล่หรือชิ้นส่วนใหม่เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ของเดิมที่ติดมากับรถหรือติดมาจากโรงงาน ซึ่งอาจจะลดความมีคุณค่าทางความคลาสสิคและจิตใจของเจ้าของรถลงไปก็เป็นได้

โดยรถประเภทนี้จะเหมาะสำหรับเจ้าของคนที่ชอบรถประเภทคลาสสิคอยู่เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้วและบวกกับชอบความทันสมัยอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งจะทำการสั่งซื้ออะไหล่หรือชิ้นต่างๆมาเปลี่ยนเอง เพื่อให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้นแต่ยังคงความเป็นรถคลาสสิคหลักๆไว้เหมือนเดิม โดยถ้าสังเกตุแล้วจะเห็นว่าเจ้าของรถคลาสสิคประเภทนี้จะชอบแก้ไขหรือปรับปรุงรถของตัวองอยู่สม่ำเสมอเนื่องจากว่ามีความชอบและรักตลอดจนมีความสนุกสนานเมื่อได้อยู่กับรถคลาสสิคของตัวเองค่ะ

รถคลาสสิคที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม(100% new type)

รถคลาสสิคประเภทนี้จะเป็นรถคลาสสิคที่ได้รับการแก้ไขให้มีรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากของเดิมทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของรถที่ว่า “ต้องการความทันสมัย” ซึ่งเจ้าของรถคลาสสิคบางคนอาจจะถึงกับเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมดทั้งในส่วนของ body และเครื่องยนต์รถคลาสสิคเพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์เดิม เนื่องจากว่าเครื่องยนต์เดิมนั้นมีอายุการใช้งานที่นานแล้วทำให้การใช้งานเชื้อเพลิงจะสูงกว่ารถที่มีเครื่องยนต์ที่ใหม่และมีอายุการใช้งานที่น้อยกว่านั่นเองค่ะ อีกทั้งยังมีการแก้ไขในเรื่องของออปชั่นต่างๆของรถให้ดูดียิ่งขึ้นเช่น เครื่องเสียง และระบบความปลอดภัยอีกด้วย

รถคลาสสิคทำใหม่

รถคลาสสิคทำใหม่

ข้อดีและข้อเสีย

สำหรับการแก้ไข ดัดแปลงในเรื่องต่างๆนั้นเราจะเห็นว่ามันไม่มีข้อจำกัดค่ะ เราสามารถทำไปได้เรื่อยๆตราบใดที่ใจเราต้องการ เราต้องการแค่ไหน ค่าใช้จ่ายรองรับเท่าไหร่ ก็ทำไปเท่านั้นๆ เพราะรางวัลของการแก้ไขคือความสุขทางใจค่ะ ส่วนมากแล้วเราจะไม่ค่อยเห็นรถประเภทคลาสสิคทั้งในส่วนรถคลาสสิคแบบเดิม ตกแต่งไปบ้างบางส่วนหรือว่าตกแต่งดัดแปลงทั้งคนไปจอดขายมือสองหรือเป็นรถเก่าตามข้างถนนค่ะ เนื่องจากว่ารถประเภทนี้เป็นรถที่นำมาไว้เพื่อสร้างความสุขให้กับเจ้าของรถ มีคุณค่าและมูลสูง หาดูและจับจองเป็นเจ้าของได้ยาก และส่วนใหญ่เจ้าของรถจะเป็นคนที่ชอบสะสมของเก่าเป็นทุนเดิมและไม่มีปัญหาด้านการเงินค่ะ

สุดท้ายนี้หากเพื่อนๆท่านใดชอบรถคลาสสิคเป็นนิสัยส่วนตัวแล้วก็ลองเปรียบเทียบดูนะค่ะว่า เราต้องการให้รถคลาสสิคของเรานั้นเป็นแบบไหน แต่จริงๆแล้วคำว่ารถคลาสสิคนั้นจริงๆแล้วมันควรจะคงความคลาสสิคไว้เกิน 70%ค่ะมันถึงจะดูคลาสสิคและบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่า ถ้าเทียบกับรถในปัจจุบันนี้

Tags, , , , , , ,